บทวิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา
กุมภาพันธ์ 25, 2009
บทวิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา
ในช่วงเวลา ๒๘ ปีที่ดิฉันมาพำนักอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี้ ยังไม่เคยเห็นสภาวะเศรษฐกิจที่ล้มอย่างระเนระนาดเช่นนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ ศูนย์ ดังที่ทราบกันแล้วว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจนี้กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยที่ประเทศไอ๊ซแลนด์ Iceland เป็นประเทศแรกที่ล้มละลาย
บัดนี้ นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจทั้งหลายล้วนหาทางแก้ปัญหาวิกฤตการ ทางการเงินนี้อย่างร้อนรน รัฐบาลส่วนมากมักหาทางออกโดยอัดเม็ดเงินเพื่อประคับประคองให้องค์กรการเงิน ต่าง ๆ เช่น ธนาคารดำเนินงานต่อไปได้ โดยเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ แต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่เกิดในประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษคือ แม้รัฐบาลได้เอาเงินของราษฎรใส่ถาดประเคนให้องค์กรการเงินนับจำนวนพันล้าน ปอนด์แล้วก็ตาม เงินมากมายเหล่านั้นที่สามารถนำมาช่วยเหลือคนอาฟริกาทั้งทวีปกลับละลายละเหย ไปในอากาศในช่วงระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เงินเหล่านั้นกลับไม่มีคุณค่าหรือไม่มีผลใดๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการกอบกู้วิกฤตการทางการเงินและสภาวะเศรษฐกิจให้กลับคืน สู่ความปกติได้แต่อย่างใด
ถึงแม้ดิฉันจะเกริ่นนำโดยเอาปัญหาในประเทศอังกฤษขึ้นมาพูด ย่อมเป็นที่รู้กันว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจในขณะนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในเมืองไทยของเรา ซึ่งเป็นส่วนย่อยของระบบเศรษฐกิจโลกด้วย
กำเนิดชนชั้นกลาง
วิถีชีวิตของมนุษย์ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราว ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อยุโรปละทิ้งระบบเจ้าขูนมูลนายและเริ่มมีการปฏิวัติ อุตสาหกรรมอันเป็นรุ่งอรุณของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมในทุก วันนี้
หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยมีการทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่และการสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานมากขึ้นแล้ว รายได้จากการขยายกิจการทางธุรกิจต่าง ๆ เริ่มทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น สร้างสถานะทางชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นกลาง” ให้แก่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง (ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มี มีแต่กลุ่มคนที่รวยสุด ๆ เช่นพวกกษัตริย์ราชวงศ์ เจ้าขูนมูลนายชั้นสูง ๆ หรือไม่ก็จนแบบสุด ๆ ซึ่งเป็นคนหมู่มากของสังคม) เมื่อความเป็นอยู่ดีขึ้น กงล้อของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมก็เริ่มหมุน โดยสร้างความต้องการในกลุ่มผู้บริโภคเพื่อจะได้ผลิตสินค้าออกมากขึ้นและขาย ได้มากขึ้น โดยมีองค์กรทางการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคาร เป็นผู้ซื้อเงิน (ดอกเบี้ยเงินฝาก) และขายเงิน (ดอกเบี้ยเงินกู้) ให้แก่ทั้งพ่อค้าและผู้บริโภค วิถีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยกลไกทางเศรษฐกิจเช่นนี้ก็ดำเนินมาได้ค่อนข้างราบ รื่น อาจมีช่วงถดถอยบ้างก็หลังสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง แต่ไม่นานสภาวะเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ปกติ” ในสายตาของชาวโลกก็ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีก
แสวงหาวิถีชีวิตสมบูรณ์แบบ (American dream)
ในช่วง ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมานี้ ระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมได้ก้าวหน้าขึ้นมาถึงอีกจุดหนึ่งโดยมีประเทศ อเมริกาเป็นแม่แบบ คือ ไม่เพียงแต่สร้างวิถีชีวิตของชนชั้นกลางให้เด่นชัดเท่านั้น แต่ยังเน้นว่าวิถีชีวิตของชนชั้นกลางจะต้องเป็นไปตามแม่แบบที่เรียกว่า American dream โดยใช้อุตสาหกรรมบันเทิง เช่น ฮอลลีวูด เป็นสื่อผ่านภาพยนตร์ทั้งจอใหญ่จอเล็กและระบบการโฆษณา(ชวนเชื่อ) ด้วยเสียงดังกึกก้องไปทั้งโลกว่า วิถีชีวิตที่ “ปกติ” ของมนุษย์นั้นจะต้องเป็นไปตามแบบอย่างของชาวอเมริกันที่มีบ้านใหญ่โต มีเครื่องใช้ไม้สอยที่อำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง
จากแม่แบบ ที่เรียกว่า American dream นี่เองที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมเพิ่มความเข้มข้นมาก ขึ้นทุกทีในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครวมทั้งสินค้าประเภทให้บริการได้เพิ่มจำนวนมาก ขึ้นอย่างมโหฬาร สติปัญญาของมนุษย์ถูกนำมาใช้ประดิษฐ์คิดค้นเพื่อหาวิธีการหรือเทคโนโลยี่ ใหม่ ๆ มาผลิตสินค้าที่น่าดึงดูดใจและน่าตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ สร้างความยิ่งใหญ่และก้าวร้าวให้กับเศรษฐกิจทุนนิยมหรือบริโภคนิยมมากขึ้น เรื่อย ๆ
ค่ายคอมมิวนิสต์ล่ม
ความเจริญเติบโตของระบบบริโภคนิยมนี้ยังเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ประเทศที่ อยู่ในค่ายสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ เช่น รัสเซียและจีนล้มละลายอย่างระเนระนาด ประชาชนของประเทศเหล่านี้ไม่ลังเลที่จะอ้าแขนรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อย่างเต็มที่จนทำให้ประเทศจีนสามารถก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นมหาอำนาจทาง เศรษฐกิจได้ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง ๒๐ ปีเท่านั้น
จุดเริ่มต้นของระบบเงินตรา
วิกฤตการทางเศรษฐกิจเริ่มก่อตัวเมื่อองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการซื้อขาย เงินตราเผชิญภาวะหนี้สูญหาย Credit Crunch ธนาคารไม่สามารถปล่อยเงินกู้ได้อีกต่อไป จึงทำให้ระบบการเงินที่เคยซื้อขายกันอย่างคล่องตัวล้มอย่างระเนระนาด
สาเหตุของการล่มสลายของตลาดการเงินที่แท้จริงนั้นมีความซับซ้อนมาก ท่านสามารถเข้าใจง่าย ๆ เช่นนี้ว่า ที่จริงแล้ว เงินธนบัตรเป็นเพียงแผ่นกระดาษธรรมดาที่ถูกความรู้ทางโลก (เศรษฐศาสตร์) อุปโลกน์หรือสมมุติให้เป็นแผ่นกระดาษที่มีค่าเพื่อใช้เป็นตัวกลางในการแลก เปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็น คือแทนที่จะเอาของที่เรามีเหลือมาแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ barter เหมือนที่ทำกันในสมัยโบราณ เมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้น เพื่อความสะดวก มนุษย์จึงสร้าง “เงินตรา” ขึ้นมาใช้แทนการแลกเปลี่ยนสินค้า Money is the medium of exchange. เมื่อบวกกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ของมนุษย์แล้ว เงินจึงเริ่มมีบทบาทตั้งแต่บัดนั้น
ธนบัตรซึ่งเป็นกระดาษธรรมดาแต่ละแผ่นจะเริ่มมีคุณค่าขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีการ เปลี่ยนมือ เมื่อมีการส่งทอดธนบัตรกันเมื่อไหร่ หมายความว่าการซื้อขายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำกำไร (ได้ธนบัตรมากขึ้น) ระบบเงินตราจึงพัฒนาความซับซ้อนมาเรื่อย ๆ จากเงินที่เป็นใบธนบัตร เมื่อต้องใช้มากขึ้น ไม่ต้องขนมาก ก็มาใช้เป็นแผ่นกระดาษที่เรียกเช็คแทน และพัฒนามาเป็นเงินพลาสติกหรือบัตรเครดิตเพื่อสะดวกในการใช้จ่ายมากขึ้น มาบัดนี้ เงินได้กลายเป็นตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น ยังมีตลาดหลักทรัพย์ที่ซื้อขายเงิน ทำให้พ่อค้าสามารถทำกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายเงินทีละมาก ๆ ภายในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น ทำให้คนเป็นมหาเศรษฐีได้ชั่วพริบตาหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปเลย
ความตะกละของพ่อค้าเงิน
ในขณะที่ระบบเงินตราพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น กิเลสตัวโลภของมนุษย์ก็พัฒนาความซับซ้อนของมันเช่นกัน ความตะกละเพิ่มความรุนแรงและ ก้าวร้าวมากขึ้น แทนที่อยากทำกำไรเท่าที่จำเป็น กลับอยากได้เงินกำไรก้อนใหญ่ ๆ ทำให้พ่อค้าซื้อขายเงินตรา (ธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทกู้เงินซื้อบ้าน) เหล่านี้เอาเงินฝากของประชาชนก้อนใหญ่ ๆ เช่น เงินฝากประจำ เงินฝากประกันชีวิต เงินบำเหน็จบำนาญ ไปขายต่อทั้งก้อนใหญ่ ๆ เพื่อทำกำไรให้กับตัวเองมากขึ้น (แทนที่จะให้เงินเหล่านี้นอนแช่นิ่งเฉย ๆ เงินไม่งอก ไม่มีกำไรถ้าไม่มีการเปลี่ยนมือ) ประชาชนทั่วไปส่วนมากไม่เข้าใจเพราะความซับซ้อนของระบบซื้อขายเงินตรา จะรู้กันก็แต่คนทำงานระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ขององค์กรการเงินเหล่านี้ที่ล้วนมีความตะกละหิวโหยเงินทองทั้งสิ้น เมื่อเงินก้อนใหญ่มาก ๆ ถูกซื้อขายต่อกันหลายทอด ลูกหนี้บางรายก็เป็นหนี้เสี่ยง ไม่สามารถคืนเงินกู้ ปรากฏว่าเงินของประชาชนที่ควรถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยตามสถาบันการเงินก็สูญ หายกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ อย่างฉับพลันทันใด เพราะพ่อค้าเงินที่ตะกละเหล่านี้เอาเงินของประชาชนไปหมุนเพื่อทำกำไรให้ตัว เอง
นี่แหละคือ ต้นตอปัญหาที่แท้จริงของการล้มละลายทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน โดยเริ่มจากการล้มของบริษัทการเงิน Northern Rock ของอังกฤษก่อนซึ่งเป็นบริษัทให้คนกู้เงินไปสร้างบ้าน แต่โดมิโน่ตัวแรกที่ทำให้ตลาดการเงินล้มครึนล่าสุดนี้คือ บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ Lehman Brother ของอเมริกาที่ประกาศล้มละลายในเดือนกันยายน ๒๕๕๒/๒๐๐๘ ซึ่งบริษัทนี้อุ้มชูบริษัทการเงินที่ใหญ่รองลงมาตลอดจนธุรกิจการเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทั่วโลก ฉะนั้น ใครที่มีอะไรเกี่ยวข้องผูกมัดกับบริษัทการเงินนี้ จะถูกกระทบไปหมด
เมื่อระบบการเงินล้ม ธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายที่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารก็พลอยล้มครึนตามไปด้วยอย่าง เป็นลูกโซ่ ในที่สุด ก็กระทบมาถึงประชาชนทั้งหลายผู้เป็นส่วนประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทำให้ระบบ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเคลื่อนตัวไปได้ เมื่อระบบธนาคารและธุรกิจล้มละลาย คนก็เริ่มตกงาน รายได้ที่เคยเข้ามาแต่ละเดือนเป็นค่าผ่อนบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดจนส่งลูกไปโรงเรียนดี ๆ และใช้วิถีชีวิตแบบ American dream ก็หมดไปด้วย สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ ความกลุ้มใจ วิตกกังวล ตกใจ และกลัวอนาคตที่มืดมน
อะไรคือ “วิถีชีวิตปกติ” อย่างแท้จริง
ดิฉันเห็นว่าก่อนที่นักการเมืองและ“ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ”ทั้งหลายจะ หาหนทางแก้ไขฟื้นฟูสภาวะการเงินโลกที่กำลังล้มละลายซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่า การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบ เป็นน้ำมันหล่อลื่นให้สภาวะการเงินเดินหน้าได้อย่างคล่องตัวเหมือนเดิมอีก ความเชื่อมั่นในวิธีนี้ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศ เช่น อเมริกาและอังกฤษเอาเงินภาษีของราษฎรใส่ถาดประเคนให้พ่อค้าที่ซื้อขายเงิน ตรา หวังให้นำไปปล่อยกู้เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าได้ คนตกงานจะได้น้อยลง แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้อย่างฉับพลันทันใด กลับทำให้เงินมากมายเหล่านี้ระเหยไปในชั่วพริบตา
คำถามที่ควรต้องถามอย่างจริงจังคือ วิถีชีวิตแบบ American dream นี้เป็นวิถีชีวิตที่ปกติจริงหรือไม่ เพราะถ้าวิถีชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแล้วไซร้ ย่อมหมายความว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมก็ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติเช่นกัน และเราย่อมไม่สามารถเอามาเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิตได้ คำถามต่อไปคือ วิถีชีวิตปกติอย่างแท้จริงเป็นอย่างไรเล่า
คำตอบอยู่ที่ “ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ”
ในความเห็นของดิฉัน คำถามลึกซึ้งถึงขั้นถามว่า “วิถีชีวิตที่ปกติเป็นอย่างไร” นั้น เราจะไปปรึกษานักปรัชญา นักจิตวิทยา นักเขียนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มีมนุษย์ท่านเดียวที่สามารถตอบเราได้อย่างตรงไปตรงมาและย่อมเป็นคำตอบที่ เชื่อถือได้ด้วย เพราะบุคคลนั้นไม่ใช่นักการเมือง นักจิตวิทยา หรือนักปรัชญา แต่คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็น “ครูที่แท้จริงท่านแรกของโลก” ท่านได้ให้คำตอบเรื่องความปกติของชีวิตแก่มนุษย์แล้วโดยท่านตรัสผ่านพุทธ พจน์ง่าย ๆ บทหนึ่งที่ชาวพุทธส่วนมากรู้จักกันดี นั่นคือ
“ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ”
Entry Filed under: Uncategorized. ป้ายกำกับ: ทุนนิยม ล้มเหลว ความสงบที่แท้จริง.
Trackback this post | Subscribe to the comments via RSS Feed