บทวิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา


บทวิเคราะห์การล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมในมุมมองของพุทธศาสนา

อ่านฉบับเต็ม

ในช่วงเวลา ๒๘ ปีที่ดิฉันมาพำนักอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี้ ยังไม่เคยเห็นสภาวะเศรษฐกิจที่ล้มอย่างระเนระนาดเช่นนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ ศูนย์ ดังที่ทราบกันแล้วว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจนี้กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยที่ประเทศไอ๊ซแลนด์ Iceland เป็นประเทศแรกที่ล้มละลาย

บัดนี้ นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจทั้งหลายล้วนหาทางแก้ปัญหาวิกฤตการ ทางการเงินนี้อย่างร้อนรน รัฐบาลส่วนมากมักหาทางออกโดยอัดเม็ดเงินเพื่อประคับประคองให้องค์กรการเงิน ต่าง ๆ เช่น ธนาคารดำเนินงานต่อไปได้ โดยเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ แต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่เกิดในประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษคือ แม้รัฐบาลได้เอาเงินของราษฎรใส่ถาดประเคนให้องค์กรการเงินนับจำนวนพันล้าน ปอนด์แล้วก็ตาม เงินมากมายเหล่านั้นที่สามารถนำมาช่วยเหลือคนอาฟริกาทั้งทวีปกลับละลายละเหย ไปในอากาศในช่วงระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เงินเหล่านั้นกลับไม่มีคุณค่าหรือไม่มีผลใดๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการกอบกู้วิกฤตการทางการเงินและสภาวะเศรษฐกิจให้กลับคืน สู่ความปกติได้แต่อย่างใด

ถึงแม้ดิฉันจะเกริ่นนำโดยเอาปัญหาในประเทศอังกฤษขึ้นมาพูด ย่อมเป็นที่รู้กันว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจในขณะนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในเมืองไทยของเรา ซึ่งเป็นส่วนย่อยของระบบเศรษฐกิจโลกด้วย

กำเนิดชนชั้นกลาง
วิถีชีวิตของมนุษย์ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราว ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาเมื่อยุโรปละทิ้งระบบเจ้าขูนมูลนายและเริ่มมีการปฏิวัติ อุตสาหกรรมอันเป็นรุ่งอรุณของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมในทุก วันนี้
หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยมีการทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่และการสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานมากขึ้นแล้ว รายได้จากการขยายกิจการทางธุรกิจต่าง ๆ เริ่มทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น สร้างสถานะทางชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นกลาง” ให้แก่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง (ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มี มีแต่กลุ่มคนที่รวยสุด ๆ เช่นพวกกษัตริย์ราชวงศ์ เจ้าขูนมูลนายชั้นสูง ๆ หรือไม่ก็จนแบบสุด ๆ ซึ่งเป็นคนหมู่มากของสังคม) เมื่อความเป็นอยู่ดีขึ้น กงล้อของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมก็เริ่มหมุน โดยสร้างความต้องการในกลุ่มผู้บริโภคเพื่อจะได้ผลิตสินค้าออกมากขึ้นและขาย ได้มากขึ้น โดยมีองค์กรทางการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคาร เป็นผู้ซื้อเงิน (ดอกเบี้ยเงินฝาก) และขายเงิน (ดอกเบี้ยเงินกู้) ให้แก่ทั้งพ่อค้าและผู้บริโภค วิถีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยกลไกทางเศรษฐกิจเช่นนี้ก็ดำเนินมาได้ค่อนข้างราบ รื่น อาจมีช่วงถดถอยบ้างก็หลังสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง แต่ไม่นานสภาวะเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ปกติ” ในสายตาของชาวโลกก็ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีก

แสวงหาวิถีชีวิตสมบูรณ์แบบ (American dream)

ในช่วง ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมานี้ ระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมได้ก้าวหน้าขึ้นมาถึงอีกจุดหนึ่งโดยมีประเทศ อเมริกาเป็นแม่แบบ คือ ไม่เพียงแต่สร้างวิถีชีวิตของชนชั้นกลางให้เด่นชัดเท่านั้น แต่ยังเน้นว่าวิถีชีวิตของชนชั้นกลางจะต้องเป็นไปตามแม่แบบที่เรียกว่า American dream โดยใช้อุตสาหกรรมบันเทิง เช่น ฮอลลีวูด เป็นสื่อผ่านภาพยนตร์ทั้งจอใหญ่จอเล็กและระบบการโฆษณา(ชวนเชื่อ) ด้วยเสียงดังกึกก้องไปทั้งโลกว่า วิถีชีวิตที่ “ปกติ” ของมนุษย์นั้นจะต้องเป็นไปตามแบบอย่างของชาวอเมริกันที่มีบ้านใหญ่โต มีเครื่องใช้ไม้สอยที่อำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง
จากแม่แบบ ที่เรียกว่า American dream นี่เองที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมเพิ่มความเข้มข้นมาก ขึ้นทุกทีในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครวมทั้งสินค้าประเภทให้บริการได้เพิ่มจำนวนมาก ขึ้นอย่างมโหฬาร สติปัญญาของมนุษย์ถูกนำมาใช้ประดิษฐ์คิดค้นเพื่อหาวิธีการหรือเทคโนโลยี่ ใหม่ ๆ มาผลิตสินค้าที่น่าดึงดูดใจและน่าตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ สร้างความยิ่งใหญ่และก้าวร้าวให้กับเศรษฐกิจทุนนิยมหรือบริโภคนิยมมากขึ้น เรื่อย ๆ

ค่ายคอมมิวนิสต์ล่ม

ความเจริญเติบโตของระบบบริโภคนิยมนี้ยังเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ประเทศที่ อยู่ในค่ายสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ เช่น รัสเซียและจีนล้มละลายอย่างระเนระนาด ประชาชนของประเทศเหล่านี้ไม่ลังเลที่จะอ้าแขนรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อย่างเต็มที่จนทำให้ประเทศจีนสามารถก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นมหาอำนาจทาง เศรษฐกิจได้ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง ๒๐ ปีเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของระบบเงินตรา

วิกฤตการทางเศรษฐกิจเริ่มก่อตัวเมื่อองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการซื้อขาย เงินตราเผชิญภาวะหนี้สูญหาย Credit Crunch ธนาคารไม่สามารถปล่อยเงินกู้ได้อีกต่อไป จึงทำให้ระบบการเงินที่เคยซื้อขายกันอย่างคล่องตัวล้มอย่างระเนระนาด

สาเหตุของการล่มสลายของตลาดการเงินที่แท้จริงนั้นมีความซับซ้อนมาก ท่านสามารถเข้าใจง่าย ๆ เช่นนี้ว่า ที่จริงแล้ว เงินธนบัตรเป็นเพียงแผ่นกระดาษธรรมดาที่ถูกความรู้ทางโลก (เศรษฐศาสตร์) อุปโลกน์หรือสมมุติให้เป็นแผ่นกระดาษที่มีค่าเพื่อใช้เป็นตัวกลางในการแลก เปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็น คือแทนที่จะเอาของที่เรามีเหลือมาแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ barter เหมือนที่ทำกันในสมัยโบราณ เมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้น เพื่อความสะดวก มนุษย์จึงสร้าง “เงินตรา” ขึ้นมาใช้แทนการแลกเปลี่ยนสินค้า Money is the medium of exchange. เมื่อบวกกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ของมนุษย์แล้ว เงินจึงเริ่มมีบทบาทตั้งแต่บัดนั้น
ธนบัตรซึ่งเป็นกระดาษธรรมดาแต่ละแผ่นจะเริ่มมีคุณค่าขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีการ เปลี่ยนมือ เมื่อมีการส่งทอดธนบัตรกันเมื่อไหร่ หมายความว่าการซื้อขายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำกำไร (ได้ธนบัตรมากขึ้น) ระบบเงินตราจึงพัฒนาความซับซ้อนมาเรื่อย ๆ จากเงินที่เป็นใบธนบัตร เมื่อต้องใช้มากขึ้น ไม่ต้องขนมาก ก็มาใช้เป็นแผ่นกระดาษที่เรียกเช็คแทน และพัฒนามาเป็นเงินพลาสติกหรือบัตรเครดิตเพื่อสะดวกในการใช้จ่ายมากขึ้น มาบัดนี้ เงินได้กลายเป็นตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น ยังมีตลาดหลักทรัพย์ที่ซื้อขายเงิน ทำให้พ่อค้าสามารถทำกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายเงินทีละมาก ๆ ภายในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น ทำให้คนเป็นมหาเศรษฐีได้ชั่วพริบตาหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปเลย

ความตะกละของพ่อค้าเงิน

ในขณะที่ระบบเงินตราพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น กิเลสตัวโลภของมนุษย์ก็พัฒนาความซับซ้อนของมันเช่นกัน ความตะกละเพิ่มความรุนแรงและ ก้าวร้าวมากขึ้น แทนที่อยากทำกำไรเท่าที่จำเป็น กลับอยากได้เงินกำไรก้อนใหญ่ ๆ ทำให้พ่อค้าซื้อขายเงินตรา (ธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทกู้เงินซื้อบ้าน) เหล่านี้เอาเงินฝากของประชาชนก้อนใหญ่ ๆ เช่น เงินฝากประจำ เงินฝากประกันชีวิต เงินบำเหน็จบำนาญ ไปขายต่อทั้งก้อนใหญ่ ๆ เพื่อทำกำไรให้กับตัวเองมากขึ้น (แทนที่จะให้เงินเหล่านี้นอนแช่นิ่งเฉย ๆ เงินไม่งอก ไม่มีกำไรถ้าไม่มีการเปลี่ยนมือ) ประชาชนทั่วไปส่วนมากไม่เข้าใจเพราะความซับซ้อนของระบบซื้อขายเงินตรา จะรู้กันก็แต่คนทำงานระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ขององค์กรการเงินเหล่านี้ที่ล้วนมีความตะกละหิวโหยเงินทองทั้งสิ้น เมื่อเงินก้อนใหญ่มาก ๆ ถูกซื้อขายต่อกันหลายทอด ลูกหนี้บางรายก็เป็นหนี้เสี่ยง ไม่สามารถคืนเงินกู้ ปรากฏว่าเงินของประชาชนที่ควรถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยตามสถาบันการเงินก็สูญ หายกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ อย่างฉับพลันทันใด เพราะพ่อค้าเงินที่ตะกละเหล่านี้เอาเงินของประชาชนไปหมุนเพื่อทำกำไรให้ตัว เอง

นี่แหละคือ ต้นตอปัญหาที่แท้จริงของการล้มละลายทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน โดยเริ่มจากการล้มของบริษัทการเงิน Northern Rock ของอังกฤษก่อนซึ่งเป็นบริษัทให้คนกู้เงินไปสร้างบ้าน แต่โดมิโน่ตัวแรกที่ทำให้ตลาดการเงินล้มครึนล่าสุดนี้คือ บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ Lehman Brother ของอเมริกาที่ประกาศล้มละลายในเดือนกันยายน ๒๕๕๒/๒๐๐๘ ซึ่งบริษัทนี้อุ้มชูบริษัทการเงินที่ใหญ่รองลงมาตลอดจนธุรกิจการเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทั่วโลก ฉะนั้น ใครที่มีอะไรเกี่ยวข้องผูกมัดกับบริษัทการเงินนี้ จะถูกกระทบไปหมด

เมื่อระบบการเงินล้ม ธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายที่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารก็พลอยล้มครึนตามไปด้วยอย่าง เป็นลูกโซ่ ในที่สุด ก็กระทบมาถึงประชาชนทั้งหลายผู้เป็นส่วนประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทำให้ระบบ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเคลื่อนตัวไปได้ เมื่อระบบธนาคารและธุรกิจล้มละลาย คนก็เริ่มตกงาน รายได้ที่เคยเข้ามาแต่ละเดือนเป็นค่าผ่อนบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดจนส่งลูกไปโรงเรียนดี ๆ และใช้วิถีชีวิตแบบ American dream ก็หมดไปด้วย สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ ความกลุ้มใจ วิตกกังวล ตกใจ และกลัวอนาคตที่มืดมน

อะไรคือ “วิถีชีวิตปกติ” อย่างแท้จริง

ดิฉันเห็นว่าก่อนที่นักการเมืองและ“ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ”ทั้งหลายจะ หาหนทางแก้ไขฟื้นฟูสภาวะการเงินโลกที่กำลังล้มละลายซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่า การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบ เป็นน้ำมันหล่อลื่นให้สภาวะการเงินเดินหน้าได้อย่างคล่องตัวเหมือนเดิมอีก ความเชื่อมั่นในวิธีนี้ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศ เช่น อเมริกาและอังกฤษเอาเงินภาษีของราษฎรใส่ถาดประเคนให้พ่อค้าที่ซื้อขายเงิน ตรา หวังให้นำไปปล่อยกู้เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าได้ คนตกงานจะได้น้อยลง แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้อย่างฉับพลันทันใด กลับทำให้เงินมากมายเหล่านี้ระเหยไปในชั่วพริบตา

คำถามที่ควรต้องถามอย่างจริงจังคือ วิถีชีวิตแบบ American dream นี้เป็นวิถีชีวิตที่ปกติจริงหรือไม่ เพราะถ้าวิถีชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแล้วไซร้ ย่อมหมายความว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยมก็ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติเช่นกัน และเราย่อมไม่สามารถเอามาเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิตได้ คำถามต่อไปคือ วิถีชีวิตปกติอย่างแท้จริงเป็นอย่างไรเล่า

คำตอบอยู่ที่ “ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ”

ในความเห็นของดิฉัน คำถามลึกซึ้งถึงขั้นถามว่า “วิถีชีวิตที่ปกติเป็นอย่างไร” นั้น เราจะไปปรึกษานักปรัชญา นักจิตวิทยา นักเขียนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มีมนุษย์ท่านเดียวที่สามารถตอบเราได้อย่างตรงไปตรงมาและย่อมเป็นคำตอบที่ เชื่อถือได้ด้วย เพราะบุคคลนั้นไม่ใช่นักการเมือง นักจิตวิทยา หรือนักปรัชญา แต่คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็น “ครูที่แท้จริงท่านแรกของโลก” ท่านได้ให้คำตอบเรื่องความปกติของชีวิตแก่มนุษย์แล้วโดยท่านตรัสผ่านพุทธ พจน์ง่าย ๆ บทหนึ่งที่ชาวพุทธส่วนมากรู้จักกันดี นั่นคือ

“ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ”

Add comment กุมภาพันธ์ 25, 2009

อ.ศุภวรรณ กรีน ออกรายการ รายการสยามทูเดย์ 29 ธันวาคม 2551




Add comment มกราคม 13, 2009

อ.ศุภวรรณ กรีน ออกรายการ รายการธรรมในใจ 8-9 พฤศจิกายน 2551






Add comment มกราคม 12, 2009

ผัสสะบริสุทธิ์ เชียงใหม่ 9-11 มกราคม 2552

อบรม “ผัสสะบริสุทธิ์”
ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์ฯ (ก่อนถึงกฤษฎาดอย 2 กม.)
ถ.หางดง-สะเมิง อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่
วันที่ 9-10-11 มกราคม 2552

ดาวน์โหลดใบลงทะเบียน

Add comment ธันวาคม 25, 2008

อบรมธรรมะ 14 มกราคม 2552 โรงพยาบาลราชบุรี

�บรมธรรม 14 มกราคม 2552

Add comment ธันวาคม 23, 2008

เสียงสะท้อนจากการอบรมธรรม กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๑

Add comment ตุลาคม 13, 2008

May Those Who Help The Most Win

Project 10 to the 100th is a call for ideas to change the world by helping as many people as possible, launched by Google.

As soon as this project was on the internet, a few students of mine emailed me right away and asked me to consider sending the application. I told myself, why not, give it a go at least. My wish might be granted. All I want to do with my life is to help as many people as possible for them to be freed from this epic prison of life (samsara).

If you agree with my idea and what I have been doing so far, please kindly support me with your votes and give me the chance to help many more people in this increasingly troubled world.

Thank you.
Supawan Green

Add comment ตุลาคม 10, 2008

อบรมธรรมะ 21 ตุลาคม 2551 โรงพยาบาลราชบุรี

Supawan Rajaburi

Supawan Rajaburi

Add comment กันยายน 25, 2008

HERE AND NOW RETREAT THAILAND 2008

lotus hreanandnow 2008 TH

lotus hreanandnow 2008 TH

Do you want to curb your on-going harmful stress?

Do you want to have more control over your life?

Do you want to find your ‘true self’?

Do you want long lasting inner peace?

Spend 3 days with renowned Thai author Supawan Green as she guides you through a series of informal talks leading you towards finding your true self, easing your troubled mind, regaining more control over your life, and allowing you to remain calm and peaceful in all situations.

This crucial knowledge that Supawan feels humankind should know is offered to you in this weekend long retreat through meditation techniques taught by the author of such books as ‘Einstein Questions, Buddha Answers’, ‘Do You Know What a Normal Mind Is?’ and ‘The User Guide to Life’. Supawan is confident that her meditation technique called: ‘bringing the mental self back home’ is sufficient to create harmony among everyone, and will bring results in her courageous offering of a simple Formula for World Peace: A= X+Y+Z. Truly a new hope for humanity!

The serene Tai Chi Qi Gong exercises amidst the natural setting of the tropical rain forest will be one of the main features of this retreat. And there are more extraordinary awakening activities leaving you with no time for a dull moment! It will be a truly enlightening experience, and this is your golden chance!

The Here and Now Retreat will take place from 5-7 December 2008 at the beautiful Ban Suan Sarika Resort, Nakhon Nayok, Thailand, set in the evergreen forests alongside the tranquil river originating from the magical Nang Rong Waterfall. The inclusive cost of 3 days and 2 nights is 200 $US.

For more information, please go to http://www.supawangreen.in.th/forum/viewtopic.php?t=854

Or contact supawanpg@gmail.com

Add comment กันยายน 10, 2008

ความหวังใหม่ของชาวโลกเพื่อสันติภาพ โดย ชมรมพาตัวใจกลับบ้าน

Add comment กรกฎาคม 22, 2008

Previous Posts


RSS อ่านหัวข้ออื่น